จักรยานวินเทจ อมตะสไตล์ แต่งง่ายๆ ราคาไม่แพง

จักรยานวินเทจดำ

จักรยานวินเทจ อมตะสไตล์

ไม่ว่าจะยุคไหน สไตล์การแต่ง จักรยานวินเทจ หรือสไตล์ย้อนยุค  ก็เป็นสไตล์ที่ได้รับความนิยมอยู่ตลอด  ด้วยความเรียบ  คลาสสิก อมตะ ไม่ตกยุค  เป็นสเน่ห์ที่หลายๆท่านหลงไหล  วันนี้ผมจะช่วยลองมาแนะนำสไตล์การแต่งจักรยานวินเทจ  เผื่อเป็นแนวทางในการออกจักรยานคู่ใจสักคัน

จักรยานวินเทจ คลาสสิกๆ

จักรยานวินเทจจะเน้นใช้สีดำ หรือสีตุ่นๆ เป็นหลัก ตัดกับสี earth tone ที่เป็นสีน้ำตาล  เนื่องจากสมัยก่อนนั้น สีจะมีแต่สีดำ  ส่วนวัสดุที่ใช้ทำเบาะ ปลอกแฮนด์ก็จะเป็นหนังจึงเป็นสีน้ำตาลเป็นหลัก

หากมีการใช้บังโคลนส่วนใหญ่ก็จะใช้ดำ หรือ สีเงิน ซึ่งเป็นสีของวัสดุโดยตรง    นอกจากนี้อุปกรณ์อื่นๆ จะเน้นให้เป็นสีเงินทั้งหมด

ตัวอย่างจักรยานวินเทจมือ 1

–  Tint Bicycle   ตัวอย่างจักรยานตามรูป (สามารถคลิ๊กรูปที่ถูกใจเพื่อออกแบบต่อได้เลย)  ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ราว 7500 บาท


– จักรยาน araya  จะมีราคาราวๆประมาณ 25,000-40,000 บาท
– จักรยาน fuji  จะมีราคาราวๆประมาณ 20,000-30,000 บาท

จักรยานวินเทจมือสอง  สามารถหาได้ตามร้านจักรยานมือสอง  (ข้อควรระวัง จักรยานมือสองบางคันมีราคาถูก แต่จะต้องเปลี่ยนอะไหล่ ซึ่งมักจะมีหายากและมีราคาแพง  อาจจะไม่ได้ถูกอย่างที่คาดการณ์)

จักรยานวินเทจดำ
จักรยานวินเทจ คลาสสิกดำ

จักรยานแฮนหมอบวินเทจ คลาสสิกดำ
แฮนหมอบ จักรยานวินเทจ คลาสสิกดำ
จักรยานวินเทจ mint green tintbicycle
mint green จักรยานวินเทจ

จักรยานโมเดิร์นวินเทจ

จักรยาน modern vintage จะเป็นสไตล์ที่ดึงความเรียบง่ายของจักรยานวินเทจเข้ามา  สร้างเอกลักษณ์ความ minimalism เข้าไป  ทำให้เป็นจักรยานที่ดูเรียบ หรู

จะเน้นสีเฟรมที่ไม่สดมาก เช่น สี navy blue , turquoise , milatary green,smoke blue, tempura yellow, red apple เป็นต้น และเน้นใช้อุปกรณ์ต่างๆสีอ่อน  เพื่อขับให้สีเฟรมนั้นโดดเด่น  ไม่แย่งซีนกัน  ตัวอย่างได้แก่
–  Tint Bicycle

   สามารถออกแบบจักรยานให้เป็นสไตล์โมเดิร์นวินเทจได้ตามรูปด้านล่าง (สามารถคลิ๊กรูปที่ถูกใจเพื่อออกแบบต่อได้เลย)  ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ราว 7500 บาท

– จักรยาน tokyobike  ราคาจะอยู่ที่ราว 24,000-30,000 บาท

– จักรยาน bruno ราคาจะอยู่ที่ราวๆ 20,000-30,000 บาท

จักรยานโมเดิร์นวินเทจ turquoise
turquoise จักรยานโมเดิร์นวินเทจ Tint bicycle
Navy blue จักรยานโมเดิร์นวินเทจ  Tint bicycle
จักรยานโมเดิร์นวินเทจ tempura yellow tintbicycle
จักรยานโมเดิร์นวินเทจ tempura yellow Tint bicycle

การเลือกจักรยานอย่างไร ให้เหมาะกับเรา

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มปั่นจักรยาน  ลองมาดู guide line การเลือกกันง่ายๆนะครับ

1.จริงจังแค่ไหน ?  ไม่ใช่บทเพลงนะครับ แต่จักรยานนั้นมีตั้งแต่ระดับ 1000 บาท ไปจนถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว   ถ้าอยากใช้งานเพื่อทำเวลา  เพื่อความเร็ว  เพื่อการแข่งขัน  ที่จริงจังแนะนำว่าควรจะไป fitting ดูก่อน ลองไป bike club สาขาใกล้บ้านก็ได้ครับ  เพื่อจะได้เช็คว่าขนาดที่เหมาะสมจริงๆ ควรเป็นอย่างไร  จะได้เลือกจักรยานที่เหมาะกับสัดส่วนของเราได้   ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้จริงจังมาก    อยากปั่นออกกำลังกายชิวๆ  ปั่นแถวบ้าน หรือปั่นไปที่ทำงาน  ก็อย่ากังวลกับพวก spec จักรยานมากครับ  ให้นึกถึงจักรยานที่เราเคยปั่นตอนเด็กๆ ว่าเราเคยปั่นจักรยานได้ง่ายแค่ไหน  มันก็เป็นแบบนั้นเลยครับ   ซึ่งข้อดีจักรยาน spec สูงๆ จะมีน้ำหนักเบากว่า  อุปกรณ์ต่างๆจะลื่นกว่า ลู่ลมมากกว่า แต่มักจะตามมาด้วยการดูแลรักษาที่ยากกว่า และแพงกว่า  อุปกรณ์หลายๆ อย่างเช่นวัสดุพวกคาร์บอนไฟเบอร์แม้จะมีน้ำหนักเบากว่ามาก แต่ก็มีอายุการใช้งานค่อนข้างสั้น  สำหรับคนที่ไม่จริงจังแล้ว ไม่คุ้มเลยครับ

2.ไซส์ไหนที่ใช่ ?  สำหรับการปั่นที่ไม่จริงจัง  เรื่องไซส์จะค่อนข้างยืดหยุ่น   ถ้าเราปั่นไม่เกิน 5 กม. ไซส์จะมีผลกับการปั่นค่อนข้างน้อย  สำหรับระยะไกลขึ้นไซส์จะมีผลกับท่านั่ง  ซึ่งท่านั่งที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ปวดก้น/ไหล่/หลัง/มือ   นอกจากนี้ถ้าอยากให้ดูด้วยว่านอกจากเราที่ปั่น  มีคนใกล้ตัวที่จะใช้จักรยานเราด้วยมั้ยเลือกไซส์ที่เค้าปั่นได้ด้วยเป็นทางเลือกที่ดีกว่ารึเปล่า?  ตัว size ของ TINT bicycle จะมีให้เลือก 3 size ตั้งแต่ท่อนั่ง (seat tube) 450-560 มม.  เนื่องถูกออกแบบให้ล้อมีขนาดไม่ใหญ่มาก (24 นิ้ว) ช่วยให้สามารถคร่อมจักรยานได้โดยไม่ต้องเขย่งมาก  คนปั่นที่ไม่ได้คล่องมากจะรู้สึกปลอดภัยมากกว่าเวลาปั่น  เพราะสามารถเอาเท้าลงมาช่วยประคองหรือหยุดได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ก็มีไซส์ที่รองรับส่วนสูงตั้งแต่ 145 ซม. ขึ้นไป

3.เฟรมอลูมิเนียม vs เหล็ก ?  สำหรับจักรยานเฟรม หรือตัวโครง  ถ้าเน้นปั่นไกลๆ แนะนำให้ใช้เฟรมเหล็ก ถ้ามีการใช้งานที่ยกบ่อย ข้ามสะพานแนะนำให้ใช้อลูมิเนียม ตัวเฟรมเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังที่ส่วนประกอบอื่นๆจะมาต่อ  ใช้รับแรง  วัสดุเฟรมอลูมิเนียมจะมีข้อดี คือไม่เป็นสนิมซึ่งช่วยให้การเปลี่ยนอะไหล่ในระยะยาวทำได้ง่าย (หลายๆครั้งเกลียวขึ้นสนิมจนไม่สามารถใส่อะไหล่ใหม่ได้) และน้ำหนักเบากว่าเฟรมเหล็กค่อนข้างเยอะ   ในขณะที่เฟรมเหล็กจะซับแรงได้ดีกว่าทำให้การะกระทบกระเทือนจะกหลุมจะดีกว่า  แต่ปั่นระยะทางไกลจะรู้สึกกระเทือนก้นของเราน้อยกว่า

4.แฮนด์แบบไหนดี ?  แฮนด์จะขึ้นอยู่กับท่าปั่นที่ชอบครับ  อย่าเลือกจากหน้าตาภายนอกนะครับ

  1. แฮนด์หมอบ (drop handlebar)  เป็นแฮนด์ที่หลายๆคนชอบในรูปลักษณ์เพราะว่าสวยเตะตา  แต่การปั่นแฮนด์หมอบจะต้องก้มตัวค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นท่าที่เหมาะกับการทำความเร็ว  เพราะแรงต้านลมน้อย และอยู่ในท่าที่ร่างกายยึดกับจักรยานได้ดี  ออกแรงปั่นได้มาก   ตำแหน่งเบรคจะอยู่ด้านหน้า ซึ่งไม่เหมาะกับการปั่นทั่วไป  แต่ถ้าชอบในรูปลักษณ์ แนะนำให้ติดเบรคแบบแฮนด์ตรง  จะทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่า
  2. แฮนด์ตรง (straight handlebar)  เป็นแฮนด์กึ่ง sport  ที่ใช้งานได้ค่อนข้างง่าย  แต่ท่ามีการก้มตัว  ทำให้น้ำหนักลงที่มือ และเบาะ (ถ้าปั่นไม่ถูกจะปวดบ่า)   เหมาะกับการทำความเร็ว
  3. แฮนด์ปีกนก (retro handlebar)  เป็นแฮนด์ที่ยกขึ้นสูง  เพื่อให้นั่งปั่นหลังตรง  น้ำหนักลงที่ก้น   สบายแต่ไม่เหมาะกับการทำความเร็ว  เพราะท่านั่งจะต้านลมเยอะ

5.อุปกรณ์อื่นๆ ? ให้ลองนึกภาพว่าเราอยากปั่นไปทำอะไร ตอนไหนบ้างครับ

  1. ถ้าออกถนนใหญ่ สิ่งสำคัญคือ หมวก  เพราะการออกถนนใหญ่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงกว่า  เนื่องจากทั้งความเร็วจักรยานที่เราปั่น  ความเร็วรถที่วิ่ง  เพียงแค่เราเจออุปสรรค/ หลุม ต่างๆ ด้วยความเร็วที่ปั่นก็มีโอกาสที่จะล้มได้   การสวมหมวกจะช่วยลดอันตรายที่เกิดจากอุบัติเหตุได้เยอะครับ   อย่ามองข้ามความปลอดภัยเพราะว่าความสะดวกเล็กๆน้อยๆเลยครับ
  2. ถ้าปั่นตอนกลางคืน  ต้องมีไฟท้าย / ไฟหน้า  เพื่อความปลอดภัยให้รถคันอื่นเห็นเรา   การเกิดอุบัติเหตุก็จะลดลง  นักปั่นหลายๆท่านไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง  เนื่องจากเราไม่เห็นตัวเองขณะปั่น  แต่จริงๆแล้วไฟนั้นสำคัญกว่าหมวกเสียอีก   ถ้าเป็นไปได้ติดไฟที่สว่างๆ ดวงใหญ่ๆ หรือยิ่งติดหลายดวงยิ่งดีครับ  นอกจากนี้ถ้าต้องผ่านทางที่ค่อนข้างมืด ไฟหน้าควรจะสว่างในระดับที่ทำให้เรามองเห็นถนนได้ครับ
  3. ถ้าจอดที่สาธารณะ แนะนำให้ใช้ล๊อคจักรยาน  ป้องกันการหาย  อย่าชะล่าใจนะครับ  การขโมยจักรยานเกิดขึ้นบ่อยมาก  ล๊อคไม่ควรเป็นสลิงธรรมดานะครับ  เพราะสามารถถูกตัดได้ง่ายด้วยคีม  และการล๊อคกับล้อเฉยๆก็อันตรายไม่น้อยครับ  เพราะบ่อยครั้งการขโมยคือการยกจักรยานเราไปทั้งคันเลยทีเดียว
  4. ถ้ามีปั่นไปซื้อของควรติดตะกร้าหน้า / ตะแกรงหลัง เพื่อให้สามารถใช้ขนของได้  การถือของในการปั่นทำให้เราเสียสมดุลได้ง่าย อาจเกิดอุบัติเหตุได้